บทที่ 4 เจ้าขาพากลุ้ม

บทที่3

“ธะ... เธอ ถอยออกไป”

คนตัวโตพูดเสียงติดขัด มือที่จับข้อมือฉันอยู่ค่อย ๆ คลายออก ฉันได้แต่แอบขำในใจเมื่อเห็นท่าทางของเขา ดูเหมือนว่าคนปากเก่งเมื่อครู่จะเริ่มเสียอาการขึ้นมาแล้ว

“ติดพลาสเตอร์ให้มิลค์หน่อยนะคะ” ฉันเอ่ยพร้อมกับส่งสายตาหวานออดอ้อนเต็มที่ บอกเลยว่าถ้าทำขนาดนี้แล้วเขายังกล้าปฏิเสธก็ใจแข็งเกินไปแล้ว

และก็เป็นอย่างที่คิด...

เขาหยิบซองพลาสเตอร์ขึ้นมาฉีก แล้วค่อย ๆ บรรจงติดลงบนแผลให้

มุมอ่อนโยนก็มีเหมือนกันนี่นา...

Rrrrr

เสียงโทรศัพท์ของเขาดังขึ้นขัดจังหวะ มือหนาดันไหล่ฉันออกเบา ๆ ก่อนจะล้วงโทรศัพท์จากกระเป๋ากางเกงขึ้นมากดรับสาย

“วันนี้ผมไม่เข้าบริษัทครับ พอดีที่บ้านมีตัวปัญหานิดหน่อย” เขาพูดไปด้วย พลางหันมามองหน้าฉันไปด้วย

ฮึ! ว่าฉันเป็นตัวปัญหาสินะ

“ครับ ๆ ถ้ามีงานอะไรด่วนก็ส่งเมลมา”

พูดจบเขาก็วางสาย เก็บโทรศัพท์กลับเข้ากระเป๋าตามเดิม ก่อนจะหันมามองฉันตาขวาง ราวกับหมาบ้าที่พร้อมจะกระโจนเข้ามางับได้ทุกเมื่อ

“มองทำไมคะ หรือเพราะเมื่อกี้ฉันทำให้คุณใจเต้นแรง?” ฉันเลิกคิ้วถามอย่างกวนประสาท และแน่นอนว่าแค่ประโยคเดียวก็ทำเอาคนตรงหน้าหัวร้อนขึ้นมาอีกครั้ง

“สภาพเธอเนี่ยนะที่จะทำให้ฉันใจเต้นแรง เหอะ! สำคัญตัวชะมัด”

ปากร้ายเหมือนเดิม!

หน้าตาก็ดี หล่อเสียจนอยากเอามาเป็นพ่อของลูก ติดอยู่แค่ปากนี่แหละ ถ้ามีเข็มกับด้ายอยู่ตรงหน้า ฉันคงจับมาเย็บปากเขาไว้สักสามเข็ม!

“ฉันขอไปคุยกับลูกสาวคุณก่อนนะคะ”

ฉันตั้งใจจะไปทำความเข้าใจกับเด็กน้อยเสียหน่อย เพราะหลังจากนี้ฉันต้องอยู่ที่นี่ไปอีกนาน วันแรกก็เล่นงานฉันจนหัวแตกแล้ว ถ้าปล่อยไว้แบบนี้ วันต่อ ๆ ไปฉันจะเอาชีวิตรอดได้หรือเปล่าก็ไม่รู้

แต่ขาฉันยังเดินไปไม่ถึงห้องของเจ้าขา คนเป็นพ่อก็คว้าแขนฉันเอาไว้เสียก่อน

“เจ้าขาหลับแล้ว” เขาบอกเสียงเรียบ

ฉันมองประตูห้องเจ้าขาสลับกับใบหน้าของเขา ก่อนจะตอบกลับไปทันที “ไม่เชื่อค่ะ”

ฉันเดินต่อไปจนถึงหน้าห้อง แล้วเปิดประตูเข้าไปดูด้วยตัวเอง ภาพตรงหน้าทำเอาฉันชะงักไปเล็กน้อย

เจ้าขากำลังนอนหลับปุ๋ยอยู่บนเตียง แขนเล็กกอดตุ๊กตากระต่ายเอาไว้แน่น ใบหน้าที่ก่อนหน้านี้แสนแสบ ตอนหลับกลับดูน่ารักน่าเอ็นดูเสียจนฉันแทบไม่อยากเชื่อว่าเด็กคนเดียวกันจะเพิ่งขว้างของใส่หัวฉันเมื่อครู่

“เป็นไง เชื่อหรือยัง”

เสียงของคนเป็นพ่อดังขึ้นจากด้านหลัง คราวนี้เขาลดเสียงลงจนแทบเป็นกระซิบ คงกลัวว่าลูกสาวจะตื่นขึ้นมาเสียก่อน

ฉันไหวไหล่เล็กน้อย ก่อนจะค่อย ๆ ปิดประตูห้องเจ้าขาอย่างเบามือ

“ก็ได้ค่ะ เชื่อแล้ว”

ในเมื่อเจ้าขาหลับ ฉันก็ไม่มีอะไรทำแล้วนี่นา สายตาฉันเหลือบไปเห็นประตูห้องข้าง ๆ จึงเดินตรงไปเปิดทันที

“นี่เธอ! จะเข้าไปทำไม ออกจากห้องฉันเลยนะ”

เสียงโวยวายดังไล่หลังมา แต่ฉันไม่สนใจ หลบมือที่พยายามจะคว้าแขนฉันได้อย่างหวุดหวิด ก่อนจะเดินเข้าไปสำรวจห้องนอนของคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยวหน้าหล่ออย่างถือวิสาสะ

“สีเทาดำ ไม่เห็นสดใสเลย”

ฉันกวาดตามองไปรอบ ๆ ผนังสีเทา เฟอร์นิเจอร์สีดำ ทุกอย่างดูเรียบหรูและมีคลาสสมกับเจ้าของห้อง แต่สำหรับฉันมันดูหม่นไปหน่อย

ฉันชอบอะไรสดใส ๆ มากกว่า

คนข้างหลังไม่ได้ตอบอะไรอีก เขาเดินไปนั่งลงตรงปลายเตียงด้วยท่าทางเหมือนยอมแพ้ให้กับความดื้อของฉันไปแล้ว

ฉันเดินสำรวจต่อไปเรื่อย ๆ จนพ้นเตียง และก็ต้องหยุดมองเมื่อเห็นผนังกั้นที่แบ่งพื้นที่ด้านในเอาไว้ ด้านหนึ่งเป็นมุมแต่งตัว ส่วนถัดเข้าไปเป็นห้องน้ำที่ตกแต่งสวยจนดูไม่ต่างจากห้องน้ำในโรงแรมหรู

“คุณ ตรงนี้สวยจัง”

ฉันโผล่หน้าออกไปบอกเขาด้วยความตื่นเต้น ไม่น่าเชื่อว่าห้องนอนที่ดูเรียบ ๆ ของเขาจะซ่อนมุมสวย ๆ แบบนี้เอาไว้ด้วย

“ออกมาได้แล้ว”

“ก็ได้ ๆ”

ฉันเดินออกมาจากด้านใน ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งข้างเขาบนเตียงแน่นอนว่าอีกฝ่ายจะต้องขยับตัวหนี ซึ่งฉันก็ไม่ยอมหยุดกวน ขยับตัวตามเขา จนสุดท้ายคนตัวโตก็หันมามองฉันด้วยสีหน้าเอือมระอา แต่ฉันกลับยิ้มหวานส่งให้เหมือนไม่รู้ไม่ชี้

“เรามาคุยกันดี ๆ ดีกว่านะคะคุณนนท์”

“คุยอะไร”

“ก็ข้อตกลงเรื่องงานไงคะ ฉันจะต้องทำอะไรบ้าง”

คุณป้าอรบอกให้ฉันมาทำงานเป็นพี่เลี้ยงเด็ก แต่ไม่ได้บอกละเอียดว่าต้องทำอะไรบ้าง รวมถึงไม่ได้เล่าเรื่องการใช้ชีวิตของสองพ่อลูกคู่นี้ให้ฉันฟังเลยสักนิด

“เฮ้อ เธอจะอยู่ที่นี่จริง ๆ เหรอ” เขาถอนหายใจออกมาเบา ๆ ก่อนจะถาม

สีหน้าของฉันเต็มไปด้วยความงุนงง แต่ก็พยักหน้าตอบกลับไป มาถึงขนาดนี้แล้วฉันไม่มีทางยอมแพ้กลับไปง่าย ๆ แน่

“ค่ะ” ฉันตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยควมจริงจัง

“เธอคิดว่าเธอจะเอาลูกสาวฉันอยู่เหรอ”

“ก็ต้องลองดูก่อนสิคะ”

พูดตามตรงว่าเด็กคนนี้แสบเอาเรื่อง ฉันเองก็กังวลเหมือนกันว่าจะรับมือไหวหรือเปล่า แต่ไหน ๆ ก็รับงานมาแล้วก็ลองดูสักตั้งจะเป็นไรไป

“ฉันบอกไว้ก่อนนะ ที่ผ่านมาไม่เคยมีใครรับมือกับลูกสาวฉันได้ บางคนอยู่ได้วันเดียวก็ไปแล้ว”

ฉันกะพริบตาปริบ ๆ เริ่มไม่อยากลองเสียแล้วสิ แต่ทำไงได้ ในเมื่อรับค่าแรงมาแล้ว จะให้คืนตอนนี้ก็เสียดายแย่

“เอาน่า คุณบอกชีวิตประจำวันของคุณกับลูกสาวมาได้เลยค่ะ”

เขามองหน้าฉันนิ่ง ๆ อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเริ่มอธิบาย

“น้องเจ้าขาอายุสี่ขวบ อีกไม่กี่วันจะเข้าอนุบาลหนึ่งที่โรงเรียน W ฉันไปส่งที่โรงเรียนเอง ส่วนเธอไปรับกลับ”

แค่ข้อแรกฉันก็ชะงักแล้ว เพราะฉันยังต้องไปมหาวิทยาลัยสัปดาห์ละสองวัน เพื่อเรียนวิชาที่เก็บไม่หมดเสียที

“แค่ไปรับลูกฉัน เธอก็ทำไม่ได้แล้วเหรอ”

“คือฉันมีเรียนค่ะ แต่แค่สัปดาห์ละสองวันเอง ตอนนี้ฉันยังไม่เห็นตารางเลยว่าเลิกกี่โมง ต้องรอชิชาส่งมาให้ก่อน”

“วันไหนไปรับไม่ได้ก็บอก เดี๋ยวฉันไปรับเอง แล้วเธอก็ไปรับที่บริษัทกลับมาที่บ้านก็แล้วกัน”

ฉันยิ้มกว้างแล้วพยักหน้ารัว ๆ ตอนแรกนึกว่าจะโดนไล่ตะเพิดกลับตั้งแต่ยังไม่เริ่มงาน ที่ไหนได้ เขากลับหาทางออกให้ฉันเรียบร้อย

“เจ้าขาไม่ชอบกินผัก ชอบกินแต่เนื้อสัตว์ ชอบดูการ์ตูนในไอแพด แล้วก็จะเข้านอนตอนสี่ทุ่มครึ่ง”

“ฮะ?”

ฉันหันขวับไปมองเขาทันที เด็กวัยสี่ขวบจะกินจะนอนแบบนี้ไม่ได้นะ

“ฉันรู้ว่ามันไม่ดี แต่ฉันก็ไม่รู้จะทำยังไง เมื่อก่อนฉันไม่ค่อยมีเวลาให้ลูกเท่าที่ควร พอตอนนี้พอจะมีเวลาให้เจ้าขา ก็กลายเป็นว่าติดแบบนั้นไปแล้ว”

ก็อย่างว่าพอไม่มีเวลาให้ลูก ก็ส่งไอแพดให้หนึ่งเครื่อง แล้วปล่อยให้เด็กนั่งดูการ์ตูนไปเรื่อย ๆ

แต่ตอนนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว ในเมื่อมีฉันมาอยู่ด้วย ฉันจะค่อย ๆ ดัดนิสัยเจ้าขาเอง แต่หวังว่าหัวฉันจะไม่แตกเพิ่มก็แล้วกัน...

“แล้วลูกคุณตื่นกี่โมงคะ”

“เกือบเที่ยง”

“ฮะ!”

ฉันฟังแล้วอยากจะทึ้งหัวตัวเอง

นี่ฉันไม่ได้มารับงานเป็นพี่เลี้ยงเด็กแล้วหรือไง ทำไมเหมือนกำลังจะต้องมาล้างระบบชีวิตของเด็กคนหนึ่งใหม่ทั้งหมดเลยล่ะ

เงินเดือนสองหมื่นห้าพัน...น่าจะไม่คุ้มแล้วมั้ง

“แล้วชีวิตประจำวันของคุณล่ะคะ”

พักเรื่องเจ้าขาไว้ก่อนก็แล้วกัน ฉันเริ่มกลัวไมเกรนจะขึ้นแล้ว

“ฉันก็ปกติ เช้าไปทำงาน เย็นกลับบ้าน ปกติก็จะมีแม่บ้านที่บ้านของแม่ผลัดกันมาเล่นกับเจ้าขา”

เขาเว้นไปนิดหนึ่ง ก่อนจะพูดประโยคต่อมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย

“แต่ก็ไม่ค่อยมีใครอยากมาเล่นกับเจ้าขาสักเท่าไหร่”

ประโยคทิ้งท้ายของเขาทำเอาฉันอยากวิ่งสี่คูณร้อยออกจากบ้านเดี๋ยวนั้น

นี่ลูกสาวคุณน่ากลัวขนาดนั้นเลยหรือ ถึงได้ไม่ค่อยมีใครอยากมาเล่นด้วย

“เรื่องน้องเจ้าขาฉันจะจัดการเองค่ะ แต่ตอนนี้คุณไปช่วยฉันเก็บเสื้อผ้าเข้าตู้หน่อยสิ”

ฉันว่าพักเรื่องเจ้าขาไว้ก่อนจริง ๆ นั่นแหละ ฟังแล้วกลุ้มจนอยากร้องไห้

ฉันลุกขึ้นแล้วคว้ามือเขามาจับไว้

“ทำไมฉันต้องช่วยเธอ”

“ก็ลูกสาวคุณขว้างของใส่หัวฉันจนปวดหัวไปหมดแล้ว คุณไปช่วยฉันหน่อยนะคะ”

ฉันยกมืออีกข้างลูบบริเวณแผลบนศีรษะ พร้อมทำหน้าสำออยราวกับกำลังเจ็บหนัก

“เออ ๆ” สุดท้ายเขาก็ถอนหายใจอย่างรำคาญ ก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินนำไปยังห้องนอนของฉัน

ฉันรีบเดินตามไปทันที อย่างน้อยวันนี้ก็ได้คนช่วยเก็บเสื้อผ้าฟรีหนึ่งคนแล้ว!

บทก่อนหน้า
บทถัดไป